แคทเธอรีน พาร์เกิดที่บ้านของบิดาในแบล๊คฟรายอาร์ (Blackfriars) กรุงลอนดอน ในปีค.ศ. 1512 เป็นธิดาของเซอร์โธมัส และนางโมด พาร์ (Sir Thomas and Maud Parr) แห่งเคนดัลในเวสเมอแลนด์ (Kendal, Westmorland ปัจจุบันคือ Cumbria) เซอร์โธมัส บิดาของพระองค์เป็นสมุหบัญชีในพระเจ้าเฮนรี่ที่8 และเป็นสหายสนิทของกษัตริย์เองด้วย นอกจากนี้ เซอร์โธมัสยังมีเชื้อสายสืบมาจากพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่3 แห่งราชวงศ์แพลนตาเจอเนต ผู้เป็นต้นเหตุสงครามประวัติศาสตร์2สงคราม คือสงครามร้อยปีระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส (พระมารดาของพระองค์ อิซาเบลลาแห่งฝรั่งเศส Isabella of France อ้างสิทธิ์ให้พระโอรสผ่านตัวพระนาง) และสงครามดอกกุหลาบ ระหว่างฝ่ายแลงคาสเตอร์ (Lancaster) เชื้อสายของจอห์นแห่งกอนท์ John of Gaunt, 1st Duke of Lancaster โอรสองค์ที่2 มีดอกกุหลาบสีแดงเป็นสัญลักษณ์ กับฝ่ายยอร์ค (York) เชื้อสายของเอ็ดมันด์แห่งแลงลี่ย์ Edmund of Langley, 1st Duke of York โอรสองค์ที่3 (ครอบครัวพาร์เป็นฝ่ายแลงคาสเตอร์)
ฝ่ายโมด พระมารดา เป็นสตรีชาววัง มีความรู้ภาษาละตินและกรีกเป็นอย่างดี ซ้ำยังเป็นทั้งผู้ใกล้ชิดและนางสนองพระโอษฐ์ของพระราชินีแคทเธอรีนแห่งอรากอน โดยชื่อแคทเธอรีนของแคทเธอรีน พาร์นั้น สันนิษฐานว่ามาจากพระราชินีแคทเธอรีนผู้เป็นแม่ทูนหัวให้กับเธอ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกที่เมื่อแอน โบลีนขึ้นเป็นราชินี โมดจึงออกจากการเป็นนางสนองพระโอษฐ์ แม้ว่าแอนน์ พาร์ (ต่อมาเป็นเคานท์เตสแห่งเพมโบรค, Countess of Pembroke) พี่สาวของแคทเธอรีนจะยังคงอยู่รับใช้องค์ราชินีอยู่ต่อไป การที่โมดทุ่มเวลาทั้งหมดให้กับการดูแลลูกๆทำให้ลูกๆทุกคนได้รับการศึกษาชั้นเยี่ยมตาม "วิถีการเรียนรู้ใหม่" ของยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา และสั่งสอนให้เด็กๆอุทิศตนเพื่อหน้าที่เป็นสำคัญ ไม่ใช่ความสนุกสนานรื่นเริง
การแต่งงานครั้งที่1 (ค.ศ. 1528-1529)
นักประวัติศาสตร์อังกฤษยังคงถกเถียงกัน ว่าแคทเธอรีน ในวัย 16 เข้าสู่ประตูวิวาห์ครั้งนี้กับชายคนใดกันแน่ เอ็ดเวิร์ด เบอร์ก บารอนเบอร์กที่2 (Edward Burgh, 2nd Baron Burgh) หรือเซอร์เอ็ดเวิร์ด บาหราฟ (Sir Edward Borough) หลานปู่ของบารอนผู้นั้น ข้อมูลบางแหล่งโดยเฉพาะข้อมูลจากนักจดหมายเหตุสมัยนั้นบันทึกไว้ว่าเธอสมรสกับเอ็ดเวิร์ด เบอร์ก บารอนเบอร์กที่2 (Edward Burgh, 2nd Baron Burgh) ซึ่งเป็นชายชราและมีสุขภาพย่ำแย่เต็มที อย่างไรก็ดี นักประวัติศาสตร์สมัยใหม่กล่าวอ้างว่าชายที่เธอสมรสด้วยนั้นคือเอ็ดเวิร์ดคนหลาน หนุ่มวัยต้นยี่สิบผู้มีสุขภาพอ่อนแอไม่แพ้กัน หลักฐานที่หนักแน่นที่สุดของข้อกล่าวอ้างนี้มาจากเนื้อความในพินัยกรรมของโมด พาร์ มารดาแคทเธอรีนที่ว่า เธอ"รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณต่อเซอร์เอ็ดเวิร์ด บาหราฟ อัศวิน สำหรับการวิวาห์กับบุตรสาว"ของเธอ ไม่ว่าจะเป็นคนใดกันแน่ สิ่งที่เรารู้แน่นอนคือชายผู้นั้นร่ำรวย สุขภาพเลวร้าย และเสียชีวิตหลังจากแต่งงานได้ไม่นาน ทิ้งให้แคทเธอรีนเป็นหม้ายตั้งแต่ยังสาวการแต่งงานครั้งที่2 (ค.ศ. 1531หรือ1534-1542)
การแต่งงานครั้งนี้ไร้ข้อกังขาว่าเธอได้สมรสกับชายที่มีอายุมากกว่าเธอเท่าตัว ซ้ำยังมีความเกี่ยวดองเป็นญาติกันห่างๆ เนื่องจากชายผู้นี้เป็นลูกพี่ลูกน้องชั้นที่สองของบิดาเธอ
จอห์น เนวิลล์ ลอร์ดลาติเมอร์ (John Neville, 3rd Baron Latimer) วัย40 เป็นเชื้อสายของริชาร์ด เนวิลล์ เอิร์ลแห่งวอร์ริก "ผู้สร้างกษัตริย์" (Richard Neville, Earl of Warwick, the King Maker) และเป็นพ่อหม้ายลูกสองผู้ผ่านการแต่งงานมาแล้วสองครั้ง ครอบครัวของเขามีอิทธิพลมาทางเหนือแถบยอร์คเชอร์ (Yorkshire) หลังจากแต่งงาน คู่สมรสมาตั้งรกรากสร้างครอบครัวด้วยกันที่สเนป ฮอลล์ คฤหาสน์หลังใหญ่ของจอห์น แคทเธอรีนนั้นพิสูจน์ตัวเองว่าสามารถเป็นทั้งภรรยาและมารดาเลี้ยงที่ดีของจอห์นและมาร์กาเร็ต ลูกเลี้ยงของเธอ เธอกวดขันให้เด็กๆทั้งสองมีระเบียบวินัยและมีการศึกษาที่ดี ในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ภรรยาได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทว่า ตลอดเวลาประมาณสิบปีของการสมรสครั้งนี้ เลดี้ลาติเมอร์ก็ไม่ได้ให้กำเนิดบุตรธิดาแต่อย่างใด จนเธอตกพุ่มหม้ายอีกครั้งเมื่ออายุได้30ปี ในปีค.ศ. 1542

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น